อ่านราคาต่อ 1,000 และคำนวณงบสั่งบริการอย่างไร

โดยทีมงาน BOOST BOOST TH ·

ราคาที่เห็นบนการ์ดบริการอาจเป็นราคาต่อหนึ่งพันหน่วย ไม่ใช่จำนวนเงินที่ต้องจ่ายขั้นต่ำ การตั้งงบจึงต้องดูทั้งหน่วยราคา จำนวนที่ต้องการ และช่วงจำนวนที่บริการรับได้ คู่มือนี้ช่วยตรวจยอดก่อนยืนยัน เพื่อไม่ให้เข้าใจว่าทุกรายการที่ขึ้นราคาเท่ากันให้ผลหรือเงื่อนไขเหมือนกัน

สูตรพื้นฐานของราคาต่อพัน

หลักการทั่วไปคือราคาต่อหนึ่งพันคูณจำนวนที่สั่งแล้วหารหนึ่งพัน เช่น ตัวอย่างสมมติราคาต่อพัน 80 บาท หากสั่ง 250 หน่วย ยอดจากสูตรจะเท่ากับ 20 บาท แต่ต้องตรวจว่าบริการรับจำนวน 250 หรือไม่ด้วย ตัวเลขในตัวอย่างไม่ได้เป็นราคาปัจจุบันของ BOOST ยอดที่ใช้ยืนยันจริงคือยอดรวมที่ระบบแสดงหลังเลือกบริการและกรอกจำนวนครบ

จำนวนขั้นต่ำกำหนดว่าซื้อได้หรือไม่ได้

หากบริการรับขั้นต่ำ 500 หน่วย การกรอก 100 หน่วยย่อมไม่เข้าเงื่อนไขแม้จะคำนวณราคาได้ ค่าสูงสุดก็เป็นข้อจำกัดของคำสั่งซื้อเช่นกัน ให้ตรวจช่วงจำนวนทุกครั้งที่เปลี่ยนบริการ เพราะชื่อหรือหมวดเดียวกันอาจรับขั้นต่ำไม่เท่ากัน งบที่มีอยู่จึงต้องพอสำหรับอย่างน้อยจำนวนขั้นต่ำของรายการที่เลือก ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขราคาต่อพัน

เปรียบเทียบเฉพาะบริการที่เป็นผลชนิดเดียวกัน

ราคาผู้ติดตามกับราคายอดวิวไม่สามารถเทียบตรง ๆ เพื่อบอกว่าบริการใดคุ้มกว่า เพราะเป็นคนละตัวเลข แม้เป็นผู้ติดตามเหมือนกันก็ควรตรวจเงื่อนไขเติมคืน เวลาเริ่ม และข้อจำกัดของลิงก์ร่วมกัน ป้ายคุณภาพเป็นข้อมูลสำหรับอ่านประกอบรายละเอียด ไม่ใช่การรับประกันยอดขายหรืออัตราการมีส่วนร่วมจากผู้ใช้จริง

แบ่งงบตามจุดประสงค์ที่ตรวจสอบได้

เริ่มจากกำหนดว่าเงินก้อนนี้ใช้เพื่อยอดชนิดใดและยอมรับค่าใช้จ่ายได้เท่าใด ควรแยกงบซื้อบริการออกจากงบทำเนื้อหาและงบโฆษณา เพื่อให้ดูผลได้ชัด หากทำหลายอย่างพร้อมกันแล้วใช้ยอดรวมเพียงค่าเดียว คุณจะไม่รู้ว่าเงินส่วนไหนส่งผลกับเป้าหมายจริง อย่าเติมเงินเพียงเพราะคิดว่าต้องใช้ราคาต่อพันเต็มจำนวนเสมอ ให้คำนวณจากคำสั่งซื้อที่ตั้งใจทำก่อน

ราคาแสดงผลกับเครดิตคงเหลือ

ก่อนยืนยันให้ตรวจหน่วยสกุลเงินบนหน้าจอ เครดิตที่มี และยอดรวมของคำสั่งซื้อ หากย้อนกลับไปเปลี่ยนบริการหรือจำนวน ให้ดูยอดใหม่อีกครั้ง อย่าอาศัยภาพราคาที่บันทึกไว้ก่อนหน้าเป็นราคาปัจจุบัน หากราคาเปลี่ยนหรือระบบไม่ให้สั่ง ควรตรวจข้อมูลล่าสุดหรือถามซัพพอร์ต หลีกเลี่ยงการส่งคำสั่งซ้ำหลายครั้งเพราะอาจทำให้มีหลายรายการที่ต้องตรวจภายหลัง

เก็บบันทึกต้นทุนและการคืนเครดิต

หลังสั่งควรบันทึกเลขออเดอร์ ยอดชำระ และผลการส่ง หากมีคืนเครดิตให้หักออกจากค่าใช้จ่ายของออเดอร์นั้นตามยอดจริง ไม่ใช้จำนวนเติมเงินทั้งก้อนแทนต้นทุนของคำสั่งซื้อเดียว สำหรับผู้ที่รับดูแลงานหลายบัญชี การแยกบันทึกตามลูกค้าและเลขออเดอร์ช่วยให้ตรวจยอดได้โดยไม่ต้องเดาจากเครดิตคงเหลือปัจจุบันเพียงตัวเดียว

ตัวอย่างขั้นต่ำที่ทำให้ยอดจ่ายต่างกัน

สมมติบริการ A ราคา 50 บาทต่อพันและรับขั้นต่ำ 1,000 หน่วย ส่วนบริการ B ราคา 80 บาทต่อพันแต่รับขั้นต่ำ 100 หน่วย ถ้าต้องการเพียง 100 หน่วย บริการ A แม้มีราคาต่อพันต่ำกว่าก็อาจไม่เหมาะกับจำนวนที่ต้องการ ขณะที่ยอดตัวอย่างของ B คำนวณได้ 8 บาท ทั้งหมดเป็นตัวเลขสมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิด ไม่ใช่ราคาในแคตตาล็อกจริง ยังต้องเทียบเงื่อนไขอื่นด้วย เช่น ประเภทลิงก์ คุณภาพที่ระบุ และ Refill เป้าหมายคือเลือกค่าใช้จ่ายและจำนวนที่ตรงกับงาน ไม่ใช่เลือกตัวเลขราคาหน้าการ์ดต่ำสุดโดยไม่ดูขั้นต่ำ

เมื่อดูแลหลายบัญชีควรแยกรายการ

ทำบันทึกหนึ่งแถวต่อออเดอร์ ระบุชื่อบัญชีที่คุณใช้แยกงาน เลขออเดอร์ วันสั่ง หมวด จำนวน ยอดชำระ และเครดิตที่คืนภายหลัง โดยไม่ต้องบันทึกรหัสผ่านลูกค้าไว้ในตารางนั้น หากหลายคนในทีมช่วยกันสั่ง ควรมีข้อมูลให้รู้ว่ารายการไหนกำลังทำงานก่อนสร้างคำสั่งซื้อใหม่ เมื่อกระทบยอดให้อ้างอิงธุรกรรมในระบบจริง ไม่ถือว่าทุกออเดอร์ที่สถานะเปลี่ยนได้รับเงินคืนแล้ว และไม่ถือว่าเครดิตคงเหลือทั้งหมดเป็นกำไร งานที่มีการเติมเครดิตเข้ากระเป๋าหลายครั้งยิ่งควรแยกยอดเติมออกจากค่าใช้จ่ายบริการ เพื่อให้รู้ต้นทุนของแต่ละงานได้ชัด

คู่มือที่อ่านต่อได้